วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563

บันทึกการเรียนครั้งที่ 4

 บันทึกการเรียนครั้งที่ 4 

7/ กันยายน / 2563

บันทึกการเรียนครั้งที่ 4 




วันนี้งดการเรียนการสอนเนื่องจากหยุดชดเชยวันสงกรานต์

4-7 กันยายน 2563


บันทึกการเรียนครั้งที่ 3

 บันทึกการเรียนครั้งที่ 3 

31 / สิงหาคม / 2563

บันทึกการเรียนครั้งที่ 3 




วันนี้อาจารย์ได้ให้นั่งเป็นครึ่งวงกลมและทำกิจกรรมแนะนำตนเองโดยที่ใช้ร่างกายของตนเองทำให้เกิดเสียงรอบแรกอาจารย์ให้ใช้อวัยวะทุกอย่างในร่างกายทำให้เกิดเสียงเป็นชื่อจริงเรารอบที่สองอาจารย์ให้งดใช้ อวัยวพส่วนแขนในการกระทบให้เป็นเสียง รอบที่สามอาจารย์ให้งดใช้อวัยวะส่วนขาทำให้เกิดเสียง การกระทำเหล่านี้ ช่วยพัฒนาสมองส่วนหน้าหรือเรียกได้ว่า EF



เรามารู้จัก EF กันดีกว่า
 EF คือ   (Executive Functions) เป็นกระบวนการทางความคิด (Mental process) ในสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องกับการคิด ความรู้สึก และการกระทำ เช่น การยั้งใจคิดไตร่ตรอง การควบคุมอารมณ์ การยืดหยุ่นทางความคิด การตั้งเป้าหมาย วางแผน ความมุ่งมั่น การจดจำและเรียกใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่าง ๆ และการทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนบรรลุความสำเร็จ ซึ่งเป็นทักษะที่มนุษย์เราทุกคนต้องใช้ เพื่อให้เกิด ความสำเร็จในการเรียน การทำงาน รวมทั้งการมีชีวิต ครอบครัว ทักษะ EF นี้นักวิชาการระดับโลกยืนยันแล้วว่า สำคัญกว่า IQ

   EF (Executive Functions) คือ การทำงานของสมองด้านการจัดการ ซึ่งมีอิทธิพลต่อความสำเร็จในชีวิต โดยอาศัยกระบวนการทางปัญญา (cognitive process) ต่างๆ เช่น การยับยั้งความคิด การแก้ปัญหา การวางเป้าหมาย การวางแผนการปฏิบัติ (goal-directed behavior) การจดจำ ความยืดหยุ่นทางปัญญา (cognitive flexibility) เป็นความสามารถในการควบคุมความคิดตนเอง เช่น มีรูปแบบความคิดที่หลากหลาย การคิดนอกกรอบ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนความคิดและความสนใจตามสถานการณ์ รวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งที่ซับซ้อน

        กระบวนการทางปัญญาเหล่านี้สามารถพัฒนาได้ในวัยเด็กตอนต้น ผ่านกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะด้านสังคม อารมณ์ และร่างกายเพื่อช่วยส่งเสริม EF ให้ดีขึ้น เช่นการเล่นดนตรี เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่กระตุ้นการทำงานของ EF เพราะต้องอาศัยทักษะต่างๆ เช่น การมีสมาธิอย่างต่อเนื่อง ความยืดหยุ่นทางปัญญา การปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน (task switching)




        และหลังจากนั้นอาจารย์ได้ให้เราเคลื่อนไหวประกอบเพลง  (เพลง chickan dane ) ตามจินตนาการโดยจัดกลุ่ม กลุ่มละ 7 คน และให้แต่ละกลุ่มคิดท่าเต้นอิสระ แล้วนำออกมาเต้นทีละกลุ่ม โดยกิจกรรมนี้จะช่วยฝึกให้เรารู้จังหวะเพลงและท่าเต้นโดยการที่จะสอนเด็กไม่จำเป็นต้องคิดท่าเยอะเพราะเด็กจำท่าเราไม่ได้เวลาเราสอน  หลังจากนั้นอาจารย์ก็ได้สอนเต้นท่าง่ายๆเพราะจะทำให้เด็กจำได้ และพูดให้ความรู้ 

จบกิจกรรมนี้แล้วอาจารย์ก็ได้ให้กลุ่มที่ยังไม่ได้ออกมาทดสอบสอนกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะออกมาสอนแล้วก็ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับกิจกรรมที่สอนว่าควรเพิ่มตรงไหนควรลดตรงไหนจบการเรียนการสอนวันนี้






ประเมินหลังการสอน

อาจารย์  : อาจารย์ให้ความรู้มากมายเทคนิคที่ไม่เคยรู้ สอนได้ดีมีการตั้งคำถาม มีกิจกรรมให้ทำทำให้ไม่น่าเบื่อ

เพื่อน : ตั้งใจเรียนและทำกิจกรรม

ตัวเอง : สรุกวันนี้เพราะได้ทำกิจกรรมเยอะ

 




บันทึกการเรียนครั้งที่2

 บันทึกการเรียนครั้งที่2

วันที่ 24 /สิงหาคม / 2563

บันทึกการเรียนครั้งที่2

วันนี้ อาจารย์คุยเรื่องหน่วยการเรียนภาคที่ 1 พูดเรื่องแผนการสอน 
หลังการคิด 




พัฒนาการ หมายถึง ความสามารถของเด็กในแต่ละช่วงวัย ช่วงอายุ 
ลักษณะพัฒนาการ
- แบบต่อเรื่อง
- แบบขั้นบันได
- ลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง



ในแต่ละขั้นมีความสำคัญเพราะบันไดขั้นแรกก้าวแรกสำคัญกับขั้นที่สอง และขั้นต่อๆไป (ถ้าขั้นที่ 1 ไม่ดีก็มีผลต่อขั้นที่ 2 และต่อๆไป) ทุกๆพัฒนาการทุกช่วงมีความสำคัญเด็กถ้าได้รับการเริ่มต้นไม่ดีขั้นต่อไปก็จะเริ่มต้นไม่ดี ถ้ามีพัฒนาการที่ดีทุกอย่างก็จะดี 
ความต้องการคือ การจัดให้เหมาะสมตามช่วงวัย
เรื่องการสอนมาเกิดการเรียนรู้ /เกิดพฤติกรรม = วัดความเข้าใจ
ถ้าจะจัดประสบการณ์ = เด็กอธิบาย/ ร้องเพลง/ สื่อ /มือกระทำ : คิดวิเคราะห์/ สังเกต/ คำถามกระตุ้น 
การเล่นทำให้เป็นวิธีการของการเรียนรู้เนื้อหาเลือกให้สอดคล้องกับพัฒนาการการเรียนรู้จัดให้สอดคล้องกับวิธีการ  
และจะต้องสอดคล้องกับ 6 กิจกรรมหลัก 



1. กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างอิสระตามจังหวะ ซึ่งจังหวะและดนตรีที่ใช้ประกอบได้แก่ เสียงตบมือ เสียงเพลง เสียงเคาะไม้ เคาะเหล็ก รำมะนา กลอง ฯลฯ
2. กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปศึกษาต่าง ๆ ได้แก่ การวาดภาพระบายสี การปั้น การพิมพ์ภาพ การพับ ตัด ฉีก ปะ และประดิษฐ์เศษวัสดุ ที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ การรับรู้เกี่ยวกับความงามและส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแต่ละคนได้แสดงออกตามความรู้สึกและความสามารถของตนเอง
3. กิจกรรมเสรี เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เล่นกับสื่อและเครื่องเล่นอย่างอิสระในมุมการเล่นกิจกรรมการเล่นแต่ละประเภทสนองตอบความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก
4. กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้ฟัง พูด สังเกต คิด และปฏิบัติการทดลอง ให้เกิดความคิดรวบยอดและเพิ่มพูนทักษะต่าง ๆ ด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น การสนทนา ซักถามหรืออภิปราย สังเกต ทัศนศึกษา และปฏิบัติการทดลองตามกระบวนการเรียนรู้
5. กิจกรรมกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้ออกนอกห้องเรียนไปสู่สนามเด็กเล่นทั้งที่บริเวณกลางแจ้งและในร่มเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระ โดยยึดเอาความสนใจ และความสามารถของเด็กแต่ละคนเป็นหลัก
6. กิจกรรมเกมการศึกษา เป็นกิจกรรมการเล่นที่มีกระบวนการในการเล่นตามชนิดของเกมประเภทต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียน

และหลังจากนั้นอาจารย์ให้เขียนแผน คนละที่1 แผน เป็น กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ แล้วหลังจากนั้นก็ให้กลุ่มที่ 1 ออกมาทดสอบลองสอน จบการเรียนการสอนวันนี้



ประเมินหลังการสอน

อาจารย์ : อาจารย์ให้ข้อคิดและตั้งคำถามทำให้เกิดการเรียนรู้

เพื่อน : ตั้งใจเรียนเพราะอาจารย์มีแนวการสอนที่แปลกใหม่

ตัวเอง : ตั้งใจเรียนแต่ก็มีสมาธิหลุดบ้างเพราะเนื้อหาบางเรื่องเรายังไม่ค่อยตั้ง





บันทึกการเรียนครั้งที่ 1

 บันทึกการเรียนครั้งที่ 1 

วันที่ 17/ สิงหาคม/ 2563 

 บันทึกการเรียนครั้งที่ 1 

ความรู้ที่ได้รับ

วันนี้เป็นอาจารย์ให้แบ่งกลุ่มตามโรงเรียนที่ไปสังเกตการสอนแล้วก็ถามเกี่ยวกับว่าได้อะไรจากการไปสังเกตกานสอนโรงเรียนนี้ ให้เทคนิคอะไรบ้าง แล้วก็พูดเกี่ยวกับแผนการสอนที่นำไปสอนคือ การเคลื่อนไหวและจังหวะ
วัตถุประสงค์ของเคลื่อนไหวและจังหวะคืออะไรมีอะไรบ้าง
1. เคลื่อนไหวแบบบรรยาย
2. เคลื่อนไหวตามจินตนาการ
3. เคลื่อนไหวแบบใช้อุปกรณ์
4. เคลื่อนไหวตามคำสั่ง
5. เคลื่อนไหวประกอบเพลง

เคลื่อนไหวพื้นฐานมีอะไรบ้าง 
1.เคลื่อนไหวเคลื่อนที่
2.เคลื่อนไหวอยู่กับที่

ทิศทางของการเคลื่อนไหว
หันทางซ้าย หันทางขวา !!! เราจะไม่ใช้คำพวกนี้ ให้เปลี่ยนเป็น หันมาใช้คำนี้ หันความคิดสร้างสรรค์ อิสระ 


อาจารย์ได้ให้เทคนิคการเก็บเด็ก “เพลง “ แต่งโดย ศร.รำไพ



เพลงที่ 1:  มือกุมกัน แล้วก็ยืนตรงๆ (ซ้ำ) ยืนน้อยืนน้อ ยืนน้อ ยืนตรง 



เพลงที่ 2: เพลงนั่งสมาธิ
นั่งขัดสมารให้ดี สองมือวางทับกันทันที หลังตานั่งตัวตรงสิ ตั้งสติให้ดี ภาวนาในใจ
 ‘พุทธ โธ พุทธ โธ พุทธ โธ’

 หลังจากนั้นอาจารย์ได้มอบหมายงาน โดยแจกกระดาษมูฟ 1 แผ่น และสีปากกา และจับกลุ่ม 5 คน 
ทำมายแมพเกี่ยวกับ ‘ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ’ จากที่ทุกคนเคยเรียนมาให้นำเอาความรู้ทั้งหมดมาเขียนใน MY Maps


 
กลุ่มดิฉันได้ทำ ‘ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ’


กิจกรรมพื้นฐาน
1. การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ เช่น การก้มตัว การบิดตัว การหมุนตัว การเอียง การดัน การดึง
2. การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ การเดิน การวิ่ง กระโดเขย่ง กระโดด กระโจน กระโดดสลับเท้า

กิจกรรมสัมพันธ์เนื้อหา
1. เคลื่อนไหวตามข้อตกลง
2. เคลื่อนไหวผู้นำผู้ตาม 
3. เคลื่อนไหวตามอุปกรณ์
4. เคลื่อนไหวประกอบเพลง
5. เคลื่อนไหวบรรยาย
6. เคลื่อนไหวตามจิตตนาการ
7. เคลื่อนไหวแบบเลียนแบบ

วัตถุประสงค์ 
1. พัฒนาอวัยวะทุกส่วนของร่างกายให้ได้เคลื่อนไหวอย่างสัมพันธ์กัน
2. ให้เด็กได้ผ่อนคลายความตึงเครียด
3. สนองความต้องการตามธรรมชาติมีความสนใจและความพอใจของเด็ก
4.  พัฒนาทักษะทางด้านสังคมการปรับตัวและความร่วมมือในกลุ่ม
5. ฝึกการเป็นผู้นำผู้ตามที่ดี

แล้วหลังจากนั้นก็ส่ง อาจารย์ได้ให้เทคนิคการจัดบอดให้ดูดี




จบการเรียนการสอนวันนี้นตัวตลอดเวลา

ประเมินหลังการสอน

อาจารย์ : สื่อความรู้ให้ตัวนักศึกษาได้ดีมีการตั้งคำถาม สอนให้คิดให้รู้จักทำ

เพื่อน : เพ่อนตั้งใจเรียนทุกคน ใส่ใจคำพูดอาจารย์ ตอบคำถมได้ดีเวลาอาจารย์ถาม ช่วยกันตอบ

ตัวเอง: ตั้งใจเรียนเพราะอาจารย์มีคำถามเราตลอดเวลาทำให้เราตื่นตัวตลอดเวลา










คลิปวีดีโอการสอนวิดีโอ

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563

วิจัย

วิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และทักษะทางสังคม โดยการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบโครงการ สำหรับเด็กปฐมวัย 

การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และทักษะทางสังคม โดยการจัด ประสบการณ์เรียนรู้แบบโครงการ สำหรับเด็กปฐมวัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย

1) แผนการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบ โครงการ จำนวน 8 แผน 4 โครงการ 

2) แบบสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็ก ปฐมวัย

3) แบบสังเกตพฤติกรรมของทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย 

4) แบบสอบถามความคิดเห็นของเด็ก ปฐมวัยที่มีต่อการจัดประสบการณ์แบบโครงการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัย

1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบโครงการ มีพัฒนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์อยู่ในระดับดีโดยด้านการปฏิบัติมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด

 2. เด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบโครงการ มีพัฒนาการของทักษะ ทางสังคมอยู่ใน ระดับดีโดยด้านการให้ความร่วมมือ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด

 3. เด็กปฐมวัยมีความคิดเห็นต่อการจัดประสบการณ์โดยภาพรวมเห็นด้วยอยู่ในระดับ มาก โดยเห็นว่าการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบโครงการ เป็ นกิจกรรมที่เด็กๆได้เข้ากลุ่มท ากิจกรรมร่วมกับ เพื่อนๆ


บทความ

บทความการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสำหรับเด็กปฐมวัย

กิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม: แนวทางในการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการในระดับปฐมวัยที่สอดคล้องกับหลักการทำงานของสมอง
        แนวทางการจัดประสบการณ์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกำหนดให้จัดประสบการณ์ในรูปแบบบูรณาการทั้งทักษะและสาระการเรียนรู้ คำว่า “บูรณาการ” จึงเป็นคำที่คุ้นเคยสำหรับครู แต่อาจเกิดความเข้าใจที่สับสนว่าการบูรณาการเป็นการนำองค์ความรู้ต่างๆ มากองรวมกัน โดยทึกทักเหมารวมเอาไว้ด้วยกันอย่างไม่สามารถแยกแยะอะไรได้ และอ้างว่าให้เด็กทำกิจกรรม ทั้งๆ ที่ครูก็ไม่ชัดเจนว่าผสมผสานอะไรไว้ด้วยกัน

การบูรณาการถือว่าเป็นแนวทางหนึ่งของการสอน รวมทั้งเป็นปรัชญาในการสอนที่นำเนื้อหาความรู้จากหลายวิชามาสัมพันธ์ที่จุดเดียวกัน (Focus) หรือหัวเรื่อง (Theme) เดียวกัน (วลัย พานิช, 2546) ทั้งนี้ วรนาท รักสกุลไทย (2548) ได้สรุปความหมายของการจัดประสบการณ์แบบ บูรณาการไว้ว่าเป็นการจัดประสบการณ์ที่นำความรู้ ความคิดรวบยอด ทักษะ และประสบการณ์สำคัญทั้งมวลที่ผู้เรียนจะได้รับในสาระการเรียนรู้ต่างๆ มาเชื่อมโยงผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ ซึ่งเป็นการขจัดความซ้ำซ้อน ความไม่สัมพันธ์ และความไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระดับปฐมวัยศึกษา ซึ่งเน้นการพัฒนาโดยองค์รวม


        เมื่อพิจารณาความหมายของการบูรณาการจะเห็นได้ว่าความรู้ ความคิด และประสบการณ์สำคัญต่างๆ นั้นต่างมีความสัมพันธ์กัน และหน่วยย่อยที่สัมพันธ์กันเหล่านี้เกิดการผสมผสานหลอมรวมจนเกิดเอกลักษณ์ใหม่ที่มีความเป็นหนึ่งเดียว

แนวทางหนึ่งในการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของการจัดประสบการณ์ในระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง และมีความสอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ของสมอง คือ “กิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม” ซึ่งประกอบด้วย กิจกรรมเสรี กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมเกมการศึกษา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. กิจกรรมเสรี เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นกับสื่อและเครื่องเล่นอย่างอิสระตามมุมเล่น หรือมุมประสบการณ์ หรือศูนย์การเรียนที่จัดไว้ โดยให้เด็กมีโอกาสเลือกเล่นได้อย่างเสรีตามความสนใจและความต้องการของเด็ก ทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม ลักษณะของการเล่นของเด็กมีหลายลักษณะ 

 2. กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการโดยใช้ศิลปะ

  3. กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างอิสระตามจังหวะ โดยใช้เสียงเพลง คำคล้องจอง เครื่องเคาะจังหวะ หรืออุปกรณ์อื่นๆมาประกอบการเคลื่อนไหว เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ เด็กวัยนี้ร่างกายกำลังอยู่ในระหว่างพัฒนา การใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายยังไม่ผสมผสานหรือประสานสัมพันธ์กันอย่างสมบูรณ์

4. กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ฝึกการทำงานและอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่จัดมุ่งฝึกให้เด็กได้มีโอกาสฟัง พูด สังเกต คิดแก้ปัญหา ใช้เหตุผล และฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน โดยจัดกิจกรรมด้วยวิธีต่างๆ 

 5. กิจกรรมกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้มีโอกาสออกไปนอกห้องเรียนเพื่อออกกำลัง เคลื่อนไหวร่างกายและแสดงออกอย่างอิสระ โดยยึดความสนใจและความสามารถของเด็กแต่ละคนเป็นหลัก กิจกรรมกลางแจ้งที่ควรจัดให้เด็กได้เล่น

 6. กิจกรรมเกมการศึกษา เป็นเกมการเล่นที่ช่วยพัฒนาสติปัญญา มีกฎเกณฑ์กติกาง่ายๆ เด็กสามารถเล่นคนเดียว หรือเล่นเป็นกลุ่มก็ได้ ช่วยให้เด็กรู้จักสังเกต คิดหาเหตุผล และเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสี รูปร่าง จำนวน ประเภท และความสัมพันธ์เกี่ยวกับพื้นที่/ระยะ เกมการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย 

 การให้เด็กเล่นเกมการศึกษาเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาสมองด้านการคิด เมื่อเซลส์สมองถูกกระตุ้นด้วยสัญญาณต่างๆ เกิดเป็นข้อมูลจำนวนมาก การคิดจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเหล่านั้นซึ่งจะกลายเป็นข้อมูลใหม่อีกชิ้นหนึ่งซึ่งซับซ้อนขึ้น การที่เด็กเล่นเกมการศึกษาจึงเป็นการกระตุ้นให้สมองได้จัดความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มีอยู่เดิม ทำให้เกิดความสัมพันธ์ของข้อมูลแบบใหม่ เมื่อเกิดซ้ำๆ กัน ก็จะเกิดความคงตัวในวงจรร่างแหของเซลส์สมองนั่นเอง

        จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าการจัดกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม เป็นกิจกรรมที่ครอบคลุมการพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ พัฒนากล้ามเนื้อเล็ก พัฒนาอารมณ์ จิตใจ และปลูกฝังคุณธรรม พัฒนาสังคมนิสัย พัฒนาการคิด พัฒนาภาษา และส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก เป็นการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย และหลักการทำงานของสมองอย่างชัดเจน แม้ว่าจะเป็นแนวทางการจัดประสบการณ์ที่มีมานานมากแล้วก็ตาม

หากครูจัดได้ถูกต้อง และครบถ้วนอย่างสม่ำเสมอย่อมนำไปสู่การทำให้เด็กกระตือรือร้นใฝ่รู้ใฝ่เรียน และเกิดแรงจูงใจในการเรียน เด็กได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ครบทุกด้าน ช่วยเกิดการพัฒนาแบบองค์รวม ทั้งสาระการเรียนรู้ ทักษะ และประสบการณ์สำคัญ ช่วยเพิ่มพูนความสามารถในการจำ การคิด และการแก้ปัญหา และช่วยให้เด็กมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ รวมทั้งคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กันไป เด็กจะสามารถสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยความรู้นั้นเป็นความรู้ที่คงทนไม่ลบเลือนไปโดยง่าย

การออกแบบแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย

        การจัดประสบการณ์ให้เด็กได้พัฒนาครบทุกด้าน บรรลุจุดมุ่งหมายตามหลักสูตรนั้น ครูจำเป็นต้องวางแผนการจัดประสบการณ์ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมร่วมกับเด็กได้อย่างเหมาะสม และบรรลุผลตามจุดหมายที่กำหนด 
        การเขียนแผนการจัดประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์กับเด็กปฐมวัยอย่างเต็มที่ ครูจะต้องสามารถตอบคำถามพื้นฐานต่อไปนี้

1. วางแผนการจัดประสบการณ์สำหรับใคร ครูต้องรู้จักเด็กที่ตนเองรับผิดชอบ รู้พัฒนาการตามวัย ความสนใจ ความถนัด ความสามารถ รวมทั้งรู้ว่าควรปรับปรุงและพัฒนาเด็กคนใดในเรื่องใดบ้าง

2. ต้องการให้เด็กเรียนรู้อะไร ครูต้องรู้จุดหมายของการจัดประสบการณ์ ครูจึงควรศึกษาก่อนว่าทักษะ สาระการเรียนรู้ หรือประสบการณ์สำคัญใดที่จะจัดให้กับเด็ก แล้วจึงวางแผนการจัดกิจกรรมต่อไป

3. เด็กจะเรียนรู้เรื่องที่ต้องการให้เรียนรู้ได้ดีที่สุดได้อย่างไร ครูต้องรู้จักคิดหาวิธีสอน และสื่อเพื่อช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ 

4. รู้ได้อย่างไรว่าเด็กเกิดการเรียนรู้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด ครูต้องรู้วิธีประเมินผล สร้างและใช้เครื่องมือประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยที่เหมาะสม

        เมื่อตอบคำถามดังกล่าวข้างต้นแล้ว ครูสามารถนำคำตอบมาใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบการจัดประสบการณ์ ครูควรรวบรวมวัสดุอุปกรณ์และแหล่งความรู้ต่างๆ เพื่อเขียนแผนการจัดประสบการณ์ตามแนวทางการจัดกิจกรรมหลักทั้ง 6 กิจกรรม ทั้งนี้ ครูอาจกำหนดกิจกรรมแต่ละหน่วยการเรียนไว้อย่างกว้างๆ ก่อน แล้วจึงเขียนแผนการจัดประสบการณ์ที่มีรายละเอียดที่ครอบคลุมจุดประสงค์ สาระการเรียนรู้ กิจกรรม สื่อ และการประเมินผล

สิ่งสำคัญที่ครูควรคำนึงถึงในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยไม่ใช่รูปแบบการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ เช่น การเขียนแบบตาราง แบบกึ่งตาราง หรือแบบความเรียง แต่ควรคำนึงถึงการออกแบบกิจกรรมตามหลักการทำงานของสมอง การจัดการจัดการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ และแนวทางการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ไม่ควรให้ความสำคัญกับการเขียนแผนการจัดประสบการณ์มากเกินกว่าการจัดประสบการณ์จริงสำหรับเด็ก แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้แผนการจัดประสบการณ์เป็นสิ่งที่ถูกละเลย เพราะแผนการจัดประสบการณ์ที่ดีย่อมนำไปสู่การสอนที่ดี และดีกว่าการจัดประสบการณ์โดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน

        เมื่อนำแผนการจัดประสบการณ์ไปใช้ในการจัดกิจกรรมประจำวันให้แก่เด็กปฐมวัย ครูควรให้ความสำคัญกับการสอนที่มีการการออกแบบการสอนไว้ล่วงหน้า พอๆ กับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในสภาพจริงโดยไม่ได้คาดการณ์ไว้ หลังจากจัดประสบการณ์แล้วควรทำบันทึกหลังสอน โดยประเด็นที่ควรบันทึก ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ของเด็กตามจุดประสงค์ของการจัดประสบการณ์ การตอบสนองของผู้เรียนต่อการจัดประสบการณ์ ข้อสังเกตเกี่ยวกับสื่อ การออกแบบการจัดประสบการณ์ และลักษณะการเรียนรู้ของเด็ก แล้วนำผลที่บันทึกนี้มาใช้ในการปรับแผนการจัดประสบการณ์ในวันต่อๆ ไปให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ที่มาของข้อมูล : http://www.nareumon.com




บันทึกการเรียนครั้งที่ 14

 บันทึกการเรียนครั้งที่ 14 16 /พฤศจิกายน / 2563 วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ได้เรียนและวันนี้อาจารย์ก็ให้ทำกิจกรรมซึ่งเขียนความรู้ทั้งหมดที่เราเร...